2007/Feb/22

เด็กหญิงที่อยู่ในใจเสมอ -น้องแอน ทองดี- ไม่รู้ว่าป่านนี้จะโตขนาดไหนแล้ว

ผมเคยคิดว่าบางทีชีวิตของตัวเองนั้นยากลำบากเต็มที ทุกข์ที่มีดูยิ่งใหญ่ จนแม้จะผ่านมันไปก็บั่นทอนตัวเองมากเต็มทน ความอดทนที่มีน้อย ยิ่งน้อยลงไปอีก ช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับผม ก็อาจคือช่วงเวลาที่ไม่สามารถผลักตัวเองให้ลุกเดินต่อ หรืออยากที่จะทำอะไรต่อไปได้ แต่แล้วคืนหนึ่ง ที่ผมให้โลกกว้างบอกเล่าเรื่องราวผ่านทีวีให้ผมให้เห็น ได้ฟัง และพบว่ายังมีอีกหลายชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรน ในสภาพที่แย่ยิ่งกว่า แล้วมีเหตุผลอะไรที่ทำให้เราไม่ลุกขึ้นมาสู้สักที

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้เดินทางเลย ขังตัวเองให้อยู่แต่กับโลกที่จำกัดคนเข้าและออกมาก เลือกอยู่กับสิ่งที่ไม่กระทบกระเทือนใจตัวเอง จนรู้สึกเหมือนตัวเองง่อยเปลี้ยเสียขาไปแล้ว ที่แน่ๆหัวใจของผมเป็นอัมพาต ผมไม่เชื่อมั่น ศรัทธาต่อสิ่งใดเลย แม้แต่การมีชีวิตอยู่ ก็ปล่อยมันเป็นไปอย่างเปล่าไร้สิ้นดี

ผมว่าด้วยการดำเนินชีวิตเช่นนี้ต่างหาก ที่มันบั่นทอนกำลังใจของเรา ไม่ใช่ด้วยเหตุผลของคนอื่น แต่เหตุผลของคนขี้แพ้อย่างเรามากกว่า ที่ผ่านมาผมเฝ้าปลุกปลอบคนไม่กี่คนบนโลกของผมให้เดินต่อ ทุกๆครั้งที่พวกเขาบอกผมว่าเขาล้า แต่เมื่อพวกเขาเดินต่อไปได้ แม้สภาพไม่เต็มร้อย แต่ผมเองกลับเป็นคนที่ท้อยิ่งกว่าเขาเหล่านั้นเสียอีก

ความท้อแท้ที่บั่นทอนกำลังใจทั้งหมดของผมไปสิ้น ผมแทบไม่อดทน ทั้งที่ปากบอกพวกเขาให้อดทน ผมแทบไม่เริ่มหยิบจับทำอะไร ทั้งที่บอกให้คนเหล่านั้น ใช้ชีวิตต่อไป

วันสองวันมานี้ ดวงตาของผมเริ่มลืมขึ้นและมองเห็นสีของโลกอย่างแจ่มชัด โลกที่ผมหวาดหวั่นว่าผมจะทุกข์อีกไหม แล้วอีกนานเท่าใดผมจึงจะลุกเดินขึ้นได้ เพื่อนบนโลกเสมือนบางคนเขียนในพื้นที่ของเธอว่า เมื่อไหร่จะมีชีวิตที่เสถียรเสียที ผมเองเช่นกัน อยากมีชีวิตที่มั่นคง ไม่แกว่งไกวไปกับเรื่องราวใดๆที่ทำร้ายใจ หรืออาจทำให้หัวใจไม่นิ่ง แต่วันนี้ ด้วยสภาพที่นิ่ง และสภาพจิตใจที่ค่อนข้างมั่นคง ผมเริ่มรู้สึกว่าต่อให้จะมีเรื่องใดมาทำให้ตัวเองแกว่งไกวไปกับจังหวะของมันอีก ผมก็จะหายดี และเริ่มเป็นปกติได้เร็วขึ้น

หากมันเป็นสิ่งที่จะต้องเกิด ก็ไม่มีอะไรให้เราต้องกลัว เพราะชีวิตคนก็เท่านี้เอง ทุกข์ เศร้า คลาย และก็หาย กลับมาสุขได้ แต่สุขนั้นไม่เคยจีรัง เช่นเดียวกับความรัก เมื่อนำมาซึ่งความเบิกบาน ร่าเริงเราก็สุข และทุกข์ได้ในไม่ช้า ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเรานาน นอกเสียจากที่มันจะวนมา จากไป และในไม่ช้ามันก็จะวนมาอีก

สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง นั่นคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หวังว่าในวันยากๆ ของพวกคุณ ก็จะสามารถลุกขึ้นมา ล้างหน้าล้างตา แล้วทำต่อไป ชีวิตก็เพียงเท่านี้เอง หากเราทำให้มันยาก มันก็ยาก

ผมเริ่มออกเดินทางครั้งใหม่แล้ว ครั้งนี้ยาวไกล ด้วยเดิมพันที่มากกว่าเดิม เพื่อทดสอบสิ่งที่เรียกว่าความอดทนที่คนบนฟ้ามอบให้มา แม้ชีวิตจะตลกที่ไม่ยอมให้เรารู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร หากว่ามันแย่กว่านี้เสียอีก เราจะทำอย่างไร แต่คนบนฟ้าก็มอบความรู้สึกอย่างหนึ่งให้กับคนทุกๆคน ก็คือ ความรู้สึกรักตัวเอง หรือหลงตัวเองในบางสิ่ง ที่เรียกว่าความหวังให้กับเรา ดังนั้นแม้พรุ่งนี้จะเลวร้ายกว่าวันนี้ เราก็ยังมีความหลงตัวเองอันนั้น ด้วยเชื่อว่าในความเลวร้ายที่สุดยังมีความหวัง และความเชื่อมั่นว่าคนบนฟ้าจะไม่ใจร้ายเกินไปที่ปล่อยให้เราเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากลำพัง

รอฟังการเดินทางครั้งใหม่ของผมนะครับ

และผมจะแอบบอกแหล่งสร้างพลังใจของผมให้นะครับ หากว่าพวกคุณไม่ค่อยมีเวลาได้ดูโลกกว้างผ่านทีวีเหมือนผม

ครั้งแรก สิ่งที่กระตุ้นให้ผมมองโลกหม่นๆด้วยพลังใจมากขึ้นคือเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้ครับ

http://72.14.235.104/search?q=cache:8emLwagr9NgJ:modernine.mcot.net/view.php%3Fnews_id%3D2799%26tk%3Den9+%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99,%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99&hl=th&ct=clnk&cd=1&gl=th

ผู้มาเยือนตอน โรคเรื้อน ทั้งสองตอน ผมชอบทีวีบูรพาที่มีแนวทางเด่นชัด และพยายามเผยแพร่เรื่องราวที่เราเพิกเฉย และมองข้ามามากันตลอด

ติดตามได้ที่นี่ครับ http://hiptv.mcot.net/hipPlay.php?id=9356

และอีกหนึ่งแหล่ง ที่เคยเรียกน้ำตาของผมได้ ก็คือ สกู๊ปชีวิตของช่อง 7 ครั้งหนึ่งผมร้องไห้ให้คุณยายที่อยู่บนโลกนี้มากกว่าค่อนชีวิตของเธอด้วยความปรารถนาเพียงอย่างเดียว คืออยากได้ทีวี ผมคิดว่าถึงตอนนี้คงมีคนมอบทีวีให้คุณยายไปแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าทีวีที่คุณยายได้รับนั้น ตอบความต้องการสูงสุดในชีวิตของคุณยายได้ไหม เมื่อทีวีในความฝันและความจริงต่างกันเหลือเกิน

หลากหลายเรื่องราวของชีวิตที่ไม่ยากน้อยเลย ที่นี่ครับ http://www.ch7.com/website/news/scoop_lifescoop2102.html

บางทีผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า หากว่าเป็นผม จะอดทนได้ไหม

ขออวยพรให้ทุกคนมีทางสร้างกำลังใจให้ตัวเอง และมีโลกที่ตัวเองปรารถนานะครับ

และขอให้มีคนที่รักมากที่สุดอยู่ในโลกใบนั้นด้วย อย่าให้เหมือนกับผม

สำหรับคุณโลกที่ไม่มีผมสำหรับคุณคงสบายดี ส่วนผมไม่เคยเสียใจเลยที่รักคุณ และยังรัก ตราบจนลมหายใจนี้ในปัจจุบัน

ก็เพราะคุณคือลมหายใจของผมนี่นา...

2006/Sep/16

มีคนบอกผมว่า เวลาที่ผมคิดอะไรไม่ออก หรือคิดและคร่ำเคร่งถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกินไป สิ่งที่จะเยียวยาคนอย่างผมได้อาจมีเพียง การขมักเขม้นอ่านหนังสือ หรือลงมือเขียนอะไรสักอย่าง แบ่งเอาสิ่งที่คิดออกมาเขียนบ้าง เท่านั้นก็จะทำให้อาการที่รู้สึกแย่ๆนั้นดีขึ้น

ผมรู้สึกว่ามันฝืดเฝือ สนิมกัดกิน และเกาะอยู่ตามสมองของผม จนทำให้ผม ไม่อาจเป็นผมได้ อย่างที่ผมเคยเป็น สมองไม่แล่น การวางแผนต่างๆล้มเหลว มันไม่สดชื่น เหมือนที่เคยเป็น เคยมี

ผมอาจนอนไม่พอ หรือหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวที่ไม่สามารถหาทางออกได้มากเกินไปและไม่รู้ตัว แต่เมื่อสำรวจตัวเอง พบว่าเกิดอาการเครียดสะสม แบบที่ไม่รู้ตัวอย่างมากทีเดียว และไม่รู้จะหาวิธีไหนมาบรรเทา

หนึ่งในเรื่องที่ผมคิดมากมาย และคิดอยู่แทบตลอดเวลานั้น คือ การที่ผมได้เดินทางเพื่อทำงานในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน

หลากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบกับชีวิตและความคิดของผมโดยตรง

ทำให้ผมเก็บเอามันมาคิดมากมาย

ผมเฝ้าแต่ถามตัวเอง และคนใกล้ชิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผมจะทำอย่างไร ที่จะสามารถช่วยเหลือผู้คนที่ยากลำบากที่ผมพบเจอ

จะมีหน่วยงานหรือองค์กรไหนที่ให้ความช่วยเหลือกับพวกเขาให้มีกำลังใจในการมีชีวิตต่อไปบ้าง

แต่แล้วผมก็ไม่ได้คำตอบใด จากการจมกับความคิดนี้วนกลับไปกลับมาเลย

ผมเฝ้าหาทางตามวิธีของผม

จะถือว่าผมมาบ่นให้หายเครียด หรือแม้แต่มาอาศัยช่องว่างที่พอจะมีบ้างในโลกเสมือนนี้เพื่อบรรเทาความกลัดกลุ้มของผมเองก็ตาม

ทำอย่างไรเราถึงจะช่วยพวกเขาเหล่านั้นได้บ้าง

อาจไม่มาก เพียงแค่สร้างกำลังใจให้พวกเขาอยากมีชีวิตที่ยากลำบากต่อไปเท่านั้นเอง

ผมคิดเพื่อตัวเอง

จะทำอย่างไรดี

???

ถ้ายายแก่ๆคนหนึ่ง หลังสูญเสีย สามี และลูกๆ ไปจากสึนามิครั้งนั้น และสิ่งที่แกอยากได้เพียงแค่ ห้องส้วม

ถ้าหญิงวัยกลางคนที่สูญเสียสามีและลูกไป ต้องการอยากได้เพียงอวน และลอบกุ้ง ไม่มากมายและไม่แพง แทนที่การนั่งมองทะเล และนั่งมองข้าวสารและอาหารหมดไปทุกวัน โดยไม่มีรายได้จากทางใด

หากชายชรา และหญิงชราคู่ทุกข์คู่ยาก เจ้าของสวนมะม่วงหิมพานต์ที่มีอายุแก่พอๆกับแก ที่มันอาจไม่อยากออกผลให้แกอีกแล้ว เพราะบาดเจ็บหนัก จากคลื่นหนัก และน้ำเค็ม แกจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อข้าวกิน ผมได้แต่สงสัย

หากหญิงสาว และลูกเล็ก อีกมาก ไม่มีรายได้ และขาดสามีที่เคยเลี้ยงดู เป็นแรงหลัก ไปกับคลื่นยัก์นั้น และเลี้ยงชีพด้วย การแกะเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถุงละ 33 บาท / วัน ปีละครั้ง ครั้งละ 1-2 เดือน ผมก็สงสัยว่าแล้ว 10 เดือนที่เหลือพวกเธอจะกินอะไร และจะเอานมที่ไหนให้ลูกกิน

ยังไม่นับรวมถึงหญิงชราทางอีสานที่ต้องเลี้ยงหลานเล็กๆ จำนวนหลายสิบคน ที่ไม่เคยได้รับเงินที่ส่งมาจากลูก เพื่อเลี้ยงหลาน

ไม่นับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงน้องตามลำพัง 3 คน มีกระต๊อบเล็กๆอยู่ในบริเวณบ้านของย่า ซึ่งบัดนี้ พ่อและแม่ที่แยกทางกันไปนั้น แทบจะไม่ส่งเสีย แต่เธอต้องหาเงินเลี้ยงปากท้องตัวเอง และน้องเล็กอีก 2 คน และยังต้องจ่ายเงินค่าไฟฟ้าให้กับย่าแท้ๆ ที่คอยแต่ไล่ให้เธอและน้องออกจากบ้านไปทุกวี่วัน

และสุดท้ายเธอแก้ปัญหาด้วยการขโมยของ

และเด็กหญิง และเด็กชายจำนวนไม่น้อยจากครอบครัวที่แตกสลายและถูกทิ้งไว้กับญาติพี่น้องเหล่านั้น

กิน อยู่ และได้รับการศึกษาอย่างไร

ไม่ต้องพูดถึง

และที่น่าเศร้า คือมีคนอีกจำนวนมากมายที่ประสบปัญหา ต่างกันไป และมีอยู่ทั่วโลก

เราควรจะทำอย่างไรกันดี

คุณช่วยผมคิดหน่อยได้ไหม

ทุกคืนผมไม่อาจหลับตาลงได้ โดยปราศจากภาพเหล่านี้

ผมได้แต่ถามตัวเอง

ผมจะทำอย่างไรดี

และตอนนี้ผมถามคุณ

เราจะทำอย่างไรกันดี

????

****

2006/Jun/24

หลายครั้งในชีวิตของคนเราต้องตกอยู่ในฐานะผู้ดู เมื่อละครชีวิตของคนอื่นที่มีเหตุให้คาบเกี่ยวชีวิตของเรากำลังดำเนินเรื่อง และหลายครั้งที่เราไม่อาจช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆได้เลย ทำได้เพียงแต่ช่วยได้ในทางของเรา หากแต่ไม่อาจพลิกให้หลายชีวิตมีวิถีที่งดงามตามแบบที่เราเป็น และหากเราเกิดทำได้อย่างที่ว่า เราอาจจะช่วยคนได้หลายชีวิต ขณะที่เราก็อาจจะทำลายความสมดุลของหลายสรรพสิ่งได้เช่นกัน

หากให้เล่าถึงชีวิตที่เราได้เป็นคนดู เราจะพบว่ามีหลายชีวิต ที่มีขึ้นมีลง มีสูงสุดและต่ำสุด เช่นเดียวกับคำกล่าวไว้นานมา มีขึ้นมีลง จึงเป็นชีวิต การได้มองเห็นชีวิต ทำให้เราได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ เหมือนเราเรียนลัด จากข้อสรุปบทเรียนของคน ผมจึงมองการได้รู้จัก หรือเข้าไปเป็นพยานในชีวิตของใครสักคนเป็นเรื่องที่วิเศษ เพราะเราจะมีโอกาสได้เรียนรู้มากมายจากชีวิตของคนเหล่านั้น

ป้าหล้า เป็นหนึ่งในนั้น ผมรู้จักป้าหล้าตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะว่าเป็นเพื่อนกับป้าของผม ตอนที่ยังเล็กเราก็จะสนุกสนานกับการเที่ยวเล่นบ้านของคนอื่น ชีวิตของป้าหล้าก็เหมือนกับคนบ้านนอกหลายๆคน เหมือนกับป้าของผม ป้าหล้า มีลูก 3 คน เป็นผู้หญิงสองคน เป็นชายหนึ่งคน ลูกหญิงคนที่สองได้ไปทำงานและสุดท้ายลงหลักปักฐานอยู่ที่สิงคโปร์ มีครอบครัวและมีลูกอยู่ที่โน่น และเป็นผู้ส่งเสียเงินมาให้จนถึงปัจจุบัน แม้ไม่มากนัก ก็พอที่จะเลี้ยงดูตนเอง และหลานชายวัยรุ่นอีกคนหนึ่ง หลานชายที่เกิดจากลูกชายของป้าและลูกสะใภ้ที่เสียชีวิตไปด้วยโรคร้ายเมื่อหลายปีก่อน ตั้งแต่หลานชายยังเล็กนัก และตั้งแต่ที่สามีของป้ายังไม่เสีย ช่วงที่สามีของป้ายังไม่เสียนั้น ชีวิตของป้าก็มีอันจะกิน ด้วยความขยันหมั่นเพียรของสองสามีภรรยา เพราะต้องเลี้ยงดูหลานชายกำพร้า แต่ไม่รู้ว่าเวลาที่ผ่าน พร้อมกับหลานชายที่ค่อยๆเติบโตนั้น โชคชะตาพรากสามีของป้าไปด้วยกระสุนปืนที่ไม่ทราบที่มา หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีสุขภาพของป้าก็แย่ลง ป้าต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ป้ากลับมาใช้ชีวิตอยู่กับหลานชาย ภายใต้การดูแลของลูกสาวคนโตที่มีภาระไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ตามกลไกของเวลา

เป็นเพราะเวลาทำหน้าที่ของมันไปช้าๆ หรือพวกเราหลงลืมที่จะเอาใจใส่ในบางสิ่ง อาจจะเพราะพวกเราวุ่นวายกับชีวิตของเรามากเกินไป เมื่อเราลืมตามองสิ่งต่างๆรอบข้างเราอีกครั้งเราจึงพบว่าหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากมาย บ้านที่เราอยู่ค่อยๆทรุดโทรม คนที่เรารู้จักล้มหายตายจาก เด็กเล็กเติบโตจนเราจำไม่ได้ การบาดเจ็บ และการกลับไปรักษาบาดแผลของตัวเองของผมเมื่อสองปีก่อน ทำให้ผมเห็นหลายสิ่งที่ผมละเลยชัดเจนขึ้นมากมาย นอกจากแววตาที่เหนื่อยล้าของแม่ของผม ความป่วยไข้ ผมก็พบว่ามีคนที่เคยสนิทสนมและคุ้นเคยมากมายที่เปลี่ยนแปลงไป และขาดการดูแลเอาใจใส่

ป้าหล้า ย้ายลงมาอยู่บ้านปูนชั้นเดียวเล็กๆ หลังจากป้าไม่อาจจะเดินได้เหมือนเคยอีกแล้ว ร่างกายที่เคยอ้วนท้วนสมบูรณ์ก็ผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่คุ้นเคยก็ขุ่นมัวด้วยความยากลำบาก ป้าดำเนินชีวิตตามความเคยชิน ไม่อาจพูดได้ว่าไม่ยากลำบาก หากแต่ความเคยชินกัดกินทุกอย่าง รวมถึงแววตาที่สดใสมีชีวิตชีวา นอกจากต้องพยายามมีชีวิตอยู่สู้ทนโรคร้าย ป้าก็ต้องดูแลหลานชายวัยรุ่นที่แม้จะดื้อ แต่ก็เป็นเหมือนขุมพลังของการมีชีวิตอยู่ครั้งสุดท้าย และหลานสาวเล็กๆอีกคนของลูกสาวคนโต ทำให้ป้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ป้าบอกผมว่างั้น แต่สิ่งที่ป้าอาจหวั่นกลัวที่สุดก็คือ ความไม่แน่ใจในอนาคตระหว่างป้ากับโรคร้ายที่ได้รับเชื้อจากพ่อแม่ของหลานชาย ไม่รู้ได้ว่าสิ่งใดกันที่จะบั่นทอนชีวิตของคนสองคนที่ยากลำบากลงไปได้เร็วกว่ากัน

ผมทำได้มากที่สุดแค่เอาข้าวและกับข้าวไปให้ป้าในบางครั้ง มันไม่กล้าจะให้เงิน แม้รู้ว่าป้าคงลำบาก แต่เพราะด้วยเราคือคนที่เติบโตมาอย่างที่ป้าเห็นแต่เล็ก แต่ครั้งนี้ถ้ากลับบ้านอีกครั้ง ผมสัญญากับตัวเองว่าคงต้องถึงเวลาที่ให้เงินแล้ว หากเรามัวแต่เขินอาย คนที่กำลังทุกข์เขาเองก็คงไม่เอ่ยปากกับเรา

ความรักและความชื่นชมบางอย่าง ในสายตาของบางคนไม่เคยเลือนหาย แม้ผมจะเป็นขี้แพ้ในสายตาของหลายคน แต่ทุกครั้งที่ได้จับมือป้า ป้าจะมองด้วยสายตาที่ชื่นชมและรักผมไม่เคยเลือน ผมก็รักในความเข้มแข็ง แต่มันน่าเศร้า และต้องเบือนหน้าหนีเสมอทุกครั้งที่ป้าตั้งใช้แขนต่างเท้า ถัดตัวเองมาใกล้ๆเพื่อจะทำธุระอะไรสักอย่าง มันทรมานที่ต้องเห็นคนที่เรารักไม่อยู่ในภาวะที่ปกติสมบูรณ์ ไม่ว่าอย่างไร เราก็ต้องยอมรับ แม่บอกผมเสมอว่า แต่ละคนย่อมต้องเป็นไปตามกรรม

ทีนี้เรามาร่วมกันทำกรรมดีเถอะนะครับ ช่วยส่งรอยยิ้มให้ป้าหล้ากันนะครับ

ที่อยู่ : 126 หมู่ 13 บ้านสันป่าเหียง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย 57000

ปล. ผมจะไม่เปิดบัญชีธนาคารนะครับ หากท่านใดประสงค์จะบริจาค หรือส่งสิ่งของใดๆไปให้เจ้าของเรื่องเล่า คนเริ่มต้นเหล่านี้ ส่งไปเองตามที่อยู่ดีกว่านะครับ ผมมองว่าถ้าได้เริ่มต้นทำเองทั้งหมด ไม่ได้เพียงแค่โอนเงินมา จะทำให้เราอิ่มใจและอุ่นใจมากกว่าแค่โอนเงินนะครับ แม้จะเข้าใจดีว่าวิถีชีวิตของแต่ละคนวุ่นวายเพียงใด แต่การปรับเปลี่ยนความเคยชิน เพื่อการทำดีกับคนที่เราเห็นใจ จะทำให้เรามีความสุข ลองดูนะครับ J



เบน
View full profile