2006/Apr/20

ภายใต้ความมืดมิดนั้น ฝันของเธอยังสวยงามอยู่ไหม

ผมเฝ้านอนคิด นั่งคิดว่าสำหรับการเริ่มต้น เรื่องราวของคนเริ่มต้นนั้น ผมจะเล่าเรื่องราวของใคร ให้ดี ให้มีน้ำหนักพอที่ทุกคนที่นี่จะเห็นความสำคัญ มีความรู้สึกร่วม และอยากช่วยเหลือ หรือแม้แต่แค่เห็นด้วยกันกับผมว่าเราสามารถจะทำให้สิ่งที่ดำเนินอยู่ทุกวันนี้ให้ดีขึ้นได้

เคยไหมครับที่ เวลาที่คุณมองออกไปในความมืดมิดรายรอบตัวของคุณ แล้วนึกสงสัยว่า คนจำนวนไม่น้อยที่แม้เวลาปกติยามที่แสงอาทิตย์และแสงไฟสาดส่อง ความปกติของพวกเขาก็มีแต่ความมืดมิด ในความฝันของพวกเขาจะมืดมนไปทุกสิ่ง หรือมีสีสันสวยงามกัน ผมเคยสงสัยครับ

ด้วยเพราะช่วงเวลาหนึ่ง ผมเคยใช้ชีวิตคลุกคลีกับพวกเขาเหล่านี้ ผมสงสัย และเคยถามพวกเขา และคำตอบที่ได้คือ ความฝันของพวกเขาสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั้งความฝัน Dream และ ความฝันที่เป็น Hope แต่เมื่อเวลาผ่านไป อายุและประสบการณ์ที่สั่งสม ได้ทำลายความฝันเหล่านั้น คนเราเมื่อให้เท้าหนึ่งเหยียบย่ำในโลกแห่งความจริงแล้ว ความฝันได้ถูกความเป็นจริงอันเจ็บปวดทำลายลงไปไม่น้อย ฝันที่เคยงดงาม อาจเป็นได้แค่ดำเนินชีวิตอย่างไรให้รอดไปวัน-วัน ใช่แล้วครับ หากเราดำเนินชีวิตแค่ต้องการต่อลมหายใจของเราไปวัน-วัน มันก็ไม่งดงามอีกแล้ว แม้แต่คุณค่าของลมหายใจก็ไม่มากจนสามารถจะขับชีวิตของเราให้เป็นจังหวะที่สนุกสนานและมีคุณค่าได้อีก เพราะหากเป็นไปตามสิ่งที่เคยผ่านมาในการดำเนินชีวิต สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของชีวิต เพราะที่สุดแล้วเราต่างมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน คือ ความตาย แต่ระหว่างการเดินไปต่างหากที่มีคุณค่ายิ่ง ทั้งเราและเขา ผู้คนจำนวนมากมาย เราได้ทำอะไรที่มีคุณค่า เราได้ทำอะไรมากพอที่วันสุดท้ายของการหลับตาไปอย่างสงบนั้น เราสามารถบอกตัวเองได้แล้วว่า เราพอใจ

ผมเลือกเล่าเรื่องราวของคนที่ยังมีฝันงดงาม Blind People แม้ดวงตาอาจมองไม่เห็น แต่โลกที่มืดมิดของพวกเขารังสรรค์ความงดงามให้ก่อเกิดในจิตใจของคนที่ดวงตาปกติ หากแต่มืดบอดต่อความงดงามไปแล้วทั้งสิ้น ผมเคยเป็นหนึ่งในคนที่มืดบอดอย่างยิ่งนั้น

ราวปี 2543 ผมเป็นเพียงส่วนเล็กจิ๋วของความตั้งใจของเพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ด้วยกัน ด้วยการติดสอยห้อยตามเพื่อนกลุ่มใหญ่ไปที่ โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เพราะเพื่อนของผมพวกเขาได้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการสอนหนังสือให้กับน้องๆตาบอดที่เรียนอยู่ที่นั่น แรกเริ่มที่ผมไปถึงทันทีที่จอดรถ ผมได้พบสิ่งน่าประหลาดใจและตื่นเต้นมากมาย แทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง เมื่อผมมองเห็นเด็กเล็กๆ ที่ไม่ได้สูงมากไปกว่าหน้าอกของผมพวกเขาต่างดำเนินชีวิตได้อย่างปกติเป็นที่สุด ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนการที่เรายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นด้วยความฉงน หากแต่ภาพที่เกิดรายรอบตัวเรานั้นกำลังเคลื่อนไหว หมุนวนอยู่รอบตัวเรา ผมแทบไม่เชื่อว่าภาพเหล่านั้นคือความจริง

คุณเคยเห็นไหมครับ ภาพเด็กมองที่มองไม่เห็นกำลังวิ่งไปตามทางเดิน บ้างก็เดินเกาะหลังกันเป็นรถไฟ เพื่อเดินไปที่ไหนสักแห่ง เด็กผู้ชายวัย 10-12 กลุ่มหนึ่งกำลังเตะฟุตบอล เด็กหญิงเล็กๆกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นไล่จับ สนุก ขำขัน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ขณะที่เด็กผู้หญิงที่โตแล้วบางส่วนกำลังเล่นกีตาร์และร้องเพลง บางคนกำลังนั่งดูทีวี หรือแม้แต่เล่นคอมพิวเตอร์ ฯลฯ นี่แหละครับคือภาพแรกที่ฉุดกระชากผมไปสู่ห้วงลึกของความคิดที่ไม่ยึดติดว่าตอนนี้ผมกำลังมองเห็นเหล่าคนตาบอดกำลังดำเนินชีวิตอันปกติของพวกเขา ผมแทบแยกไม่ออกว่าเขาแตกต่างจากผมตรงไหนกัน

หลังถูกตบหัวด้วยภาพน้องๆเหล่านั้น ผมและเพื่อนๆเริ่มบทเรียนวันแรกของพวกเรา เพื่อนๆผมจะมีน้องๆขาประจำที่สอนกันอยู่แล้ว แต่ผมไปสอนใหม่ ก็จะได้สอนน้องที่เพิ่งมาใหม่เหมือนกัน แล้วผมก็ได้พบกับเรื่องราวอันแปลกประหลาดอีกครั้ง ผมมองเห็นมืออันไม่เกียจคร้านถือแท่งเหล็กแหลมแทงเข้าไปในกระดาษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามคำบอกเล่าของผม เราค่อยๆทำการบ้านที่ครูสั่งให้น้องๆ เราสอนให้เขานับมือ เพื่อบวกลบและหารเลขในวิชาคณิตศาสตร์ ผมนึกภาพตัวเองที่เฝ้าทำไม้ทำมือ หรือแม้แต่หักไม้ไอติมให้เป็นรูปร่างสามเหลี่ยมด้านเท่า สามเหลี่ยมมุมฉาก รูปวงกลมจากเหรียญที่มี ผมเฝ้าอ่านภาษาอังกฤษ พยายามสอนพวกเขาท่องตัวอักษรอัลฟาเบท สอนร้องเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า สอนพวกเขาแต่งกลอน แต่งโคลง อ่าน และแม้แต่รับฟัง เรื่องเล่าของพวกเขาเพื่อเขียนเป็นเรียงความออกมาให้กับคุณครูตาดี

กิจกรรมมากมายเหล่านั้นช่วยเยียวยาผม เมื่อเลิกเรียนผมจะไปที่โรงเรียนสอนคนตาบอดก่อนเวลา 6 โมงเสมอ ผมไปพบกลุ่มเด็กหญิงเล็กๆ ไปเล่นกับพวกเธอ ไปมัดผมให้ เอาขนมไปให้ ไปไกวชิงช้า หรือแม้แต่จูงพวกเธอเดินไป เล่านิทาน ร้องเพลง กอดพวกเธอ ไปดูห้องนอนของพวกเธอ และเมื่อเวลาผ่านไป ผมได้รับรู้เรื่องราวไม่น้อย ไม่น้อยเลย สำหรับความสุข และความทุกข์ที่นั่น

พวกเรา ผมและเพื่อนๆเคยระดมทุนจากการขายสมุดที่ระลึกของเมเจอร์ภาษาฝรั่งเศส ไปเลี้ยงข้าว และขนมให้กับน้องๆครั้งหนึ่งช่วงปีใหม่ ปี 46 ก่อนที่พวกเราจะเรียนจบ และที่นี่ผมมีน้องๆที่รู้จัก เรามักจะแลกเปลี่ยนและพูดคุยกันมากมายถึงความฝันและความหวัง ผมไปช่วยในสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็นแต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาได้เติมเต็มส่วนที่พร่องในใจของผมมากมาย ทุกครั้งที่ผมต้องผิดหวัง พวกเขาได้มาโอบกอดและบรรเทาความเจ็บปวดของผมไปเช่นเดียวกัน

จนเมื่อผมเรียนจบ น้องที่ผมรับหน้าที่สอนตลอดมาคนหนึ่งชื่อน้องติ๊ก เธอก็กำลังจะเรียนจบ ป.6 เช่นกัน ที่นี่ผมได้เรียนรู้เรื่องราวของเธอมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความฝันที่น้องกิ๊กอยากเป็นครูสอนคนตาบอด เหมือนที่เธอได้รับการอบรมสั่งสอนจากที่โรงเรียน น้องเป็นคน จ.พะเยา บ้านแม่ต๋ำ เราเข้ากันได้เป็นอย่างดี เพราะเราเป็นคนเหนือเหมือนกัน ผมเล่าเรื่องที่ผมมองเห็น เล่าเรื่องหนัง เล่าเรื่องถนนกลับบ้านของเราว่าเป็นยังไง ผมหวังว่าผมคงแบ่งเบาความคิดถึงบ้านของเธอให้หมดไปได้เยอะทีเดียว ขณะเดียวกันช่วงจะสิ้นเทอมสุดท้ายของ ป.6 ก็รับรู้ว่าที่บ้านของเธอจะมารับเธอกลับ เธอยิ้มและบอกผมว่าเธอรู้สึกดีที่จะได้กลับ แม้จะต้องไปใช้ชีวิตที่ไม่เคยชิน และจากเพื่อนๆที่นี่ไป เพราะเธอมาอยู่ที่นี้ตั้งแต่เริ่มฝึกก่อนอนุบาล เธออยู่ที่นี่นานเกือบ 10 ปี แต่อะไรก็ไม่อาจจะขวางกั้นความรักที่เธอมีต่อแม่ พ่อ และครอบครัว ทั้งที่ผมอาจคาดเดาได้ว่าเธอคงไม่ได้เรียนต่อ อย่างที่คนทางบ้านบอกเธอว่าเธอจะได้เรียนต่อที่นั่น อาจจะเรียนถึงระดับอาชีวศึกษา

หลังเรียนจบ ผมก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปที่บ้านน้องตาบอดบ่อยนัก ผมทำงานที่เชียงใหม่ได้สักพักหนึ่ง จนกระทั่งทราบว่าน้องติ๊กจะกลับบ้าน วันที่เธอกลับ ผมไปหาเธอที่โรงเรียนช้าไป ไม่ทันได้บอกลา แต่เธอได้ฝากที่อยู่ของเธอไว้ให้ผม ผมเคยเขียนจดหมายถึงน้องติ๊กฉบับหนึ่ง แล้วน้องก็ตอบกลับมาเป็นอักษรเบรล ผมก็ให้เพื่อนของน้องที่โรงเรียนอ่านให้ฟัง มันบรรยายความรู้สึกไม่ถูกเลย ที่เราได้เห็นจุดไข่ปลาปรุอยู่ในจดหมายที่เราอ่านไม่ได้สักตัว ความรู้สึกที่เอามือไปสัมผัส ทำให้ผมอยากร้องไห้ น้องเล่าให้ฟังว่าได้กลับไปอยู่บ้าน เฝ้าบ้าน แต่ยังไม่ได้เรียนหนังสือ มีเพื่อนเล่นแถวบ้าน แต่ก็ไม่มีใครเหมือนเพื่อนๆที่โรงเรียนสอนคนตาบอด เหงา แต่ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับพ่อแม่ เธอให้เบอร์โทรผมมาด้วยในจดหมายฉบับนั้น ผมเองโทรไปครั้งหนึ่ง เป็นเบอร์โทรบ้านใกล้ๆกัน พวกเขาตามน้องมาคุยกับผม ระหว่างที่รอน้องเดินมานั้นผมสามารถจินตนาการได้ว่าที่ๆน้องอยู่จะเป็นอย่างไร น้องบอกผมว่าคิดถึง และอยากทำการบ้านด้วยกันอีก และครั้งนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน ผมไม่ได้ติดต่อน้องไปอีกเลย

ผมเปลี่ยนอะไรไปหลายอย่างในชีวิต เปลี่ยนงาน เปลี่ยนความคิด แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่เคยลืมเลยนั่นก็คือเรื่องราวของน้องๆทุกคนที่นี่ และบางครั้งก็คิดเจ็บใจตัวเองเสมอ ที่เราไม่อาจจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ได้ ผมเคยสงสัยและโทษสังคม โทษคนอื่นมากมายว่าทำไมถึงให้โอกาสกับน้องๆที่นี่น้อยเหลือเกิน พวกเขามีไม่เท่าเรา ขาดสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตไป และควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างมาก แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับน้อยเหลือเกิน

โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ โรงเรียนกินนอนเล็กๆที่ต้องรับผิดชอบเด็กพิการทางสายตาจำนวนไม่น้อยจากหลายจังหวัดภาคเหนือ โรงเรียนไม่ได้เก็บค่าใช้จ่ายใดๆจากครอบครัวของน้องๆเหล่านั้น และมีน้องๆจำนวนมากที่มาจากครอบครัวที่ยากจน มีโอกาสได้กลับบ้านเพียงปีละครั้งหรือสองครั้ง หรือบางคนที่โชคร้ายกว่านั้น คือมีพ่อแม่ยากจนมากไม่สามารถแม้แต่จะมาเยี่ยมในช่วงปิดเทอม น้องๆไม่ได้กลับบ้านจนกว่าจะเรียนจบ ผมว่าพวกน้องคงเหงาจนไม่รู้จะเก็บความเหงาเหล่านั้นไว้ที่ไหนเลย โรงเรียนที่เคยเต็มไปด้วยเพื่อนๆ แต่ก็เหลือแต่ตัวเองกับครูเวรที่คอยดูแลอยู่ มันไม่ใช่เรื่องที่สนุกเลย ยิ่งทำให้เมื่อเราสัมผัสกับน้องๆมากเท่าไหร่ ยิ่งผูกพัน ยิ่งได้รับรู้ถึงความอ้างว้างที่มีอยู่ในใจของพวกเขาได้ เสียงร้องไห้ที่เราได้ยินจนบางครั้งแทบขาดใจ มือที่เช็ดน้ำตาให้นั้น ผมได้แต่ภาวนาให้มันรักษาความเหงาที่มีในใจให้เหือดแห้งไปพร้อมกับน้ำตาด้วย

แต่สิ่งที่ผมมองเห็นว่าเป็นความเจ็บปวดมากที่สุดคือ บางครอบครัวที่ไม่อาจจะส่งให้น้องที่พิการทางสายตามาเรียนที่นี่ได้เพราะยากไร้เกินไป หรือเมื่อส่งมาเรียนที่นี่แล้ว แต่พอน้องเรียนจบในระดับหนึ่งแล้ว ไม่อาจส่งเสียให้น้องเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไปได้ เหมือนน้องติ๊ก ที่เธออาจจะเป็นครูของน้องๆตาบอดอีกจำนวนหลายร้อยหลายพันคน แต่เพราะความยากจนเธอไม่สามารถเดินไปถึงฝันได้แม้จะมีความต้องการอย่างแรงกล้าเพียงใด ผมเชื่อว่าจะมีน้องๆที่นี่ที่ประสบชะตากรรมเดียวกันอีกจำนวนมาก ผมรู้สึกท้อใจที่แม้ฝันที่มีจะงดงามเพียงใด เพียงแค่เรายากจน เราก็ไม่อาจทำให้ฝันที่แสนดีของเราให้เป็นจริงได้

บางครั้งมันเป็นเรื่องที่ยากลำบากและเจ็บปวดที่จะคิดถึงว่าพวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะซื้อขนมแบบที่ตัวเองอยากกินได้ เรานั้นสุขสบายและโชคดีมากกว่าพวกเขาเพียงไหน เช่นเดียวกับคำพูดของน้องผู้ชายคนหนึ่งที่เราเคยคุยกันในวันที่ผมกลับดึก ก็แปลกใจที่น้องๆพากันวิ่งไปดูละครทีวี ผมถามเขาว่าหนังมันสนุกเหรอ เขาตอบผมด้วยรอยยิ้มว่า สนุกครับ หนังเป็นหนังบูต่อสู้กันมันส์มาก พระเอกก็เก่ง แต่เสียดาย ที่ผมไม่อาจมองเห็นว่าเขาเตะต่อยกันยังไงบ้าง ... นี่แหละครับ ความเป็นจริงที่หากเราไม่เริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง เราคงไม่อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นมาได้เลย และเราคงไม่อาจลืมเลือนมันได้เลย

ตอนนี้ทางโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือรับผิดชอบน้องๆทั้งหมด เท่านี้ครับ

จำนวนนักเรียนทั้งหมด

อนุบาล

ประถม 1-6

มัธยม 1-6

ฝึกวิชาชีพ

รวม