2006/Apr/26

ผงฝุ่นสีแดงม้วนตลบ และค่อยๆสงบลงอย่างช้า-ช้า หลังจากรถปิ๊กอัพควบตะบึงผ่านไป หากมองผ่านแดดบ่ายที่เริ่มราแสงลง ดูเงียบเหงา ทว่าเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของหมู่บ้านเล็กที่เงียบสงบของเรา กลุ่มเด็กๆที่วิ่งเล่นไล่จับกันบนถนนลูกรัง ที่วิ่งหลบฝุ่นฟุ้งตลบนั้นเริ่มกลับมาประจำที่อีกครั้ง พร้อมๆกับความเกรียวกราวด้วยเสียงตะโกน เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ ของเด็กเล็กที่วิ่งไล่จับไม่ทันพวกพี่รุ่นโตกว่า และในบรรดาเด็กๆนับสิบคนที่เล่นกันเจี๊ยวจ๊าวนั้น ปรากฏเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง ท่าทางขะมุกขะมอม มือดึงชายเสื้อยืดที่ไม่อาจระบุสีได้ข้างหนึ่งอมไว้ในปาก ขณะที่ตาจับจ้องดูพี่สาวของตัวเอง กับเด็กคนอื่นๆเล่นวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน นั่นคือภาพที่ผมยังจำติดตาเสมอ สำหรับการพบกันครั้งแรกของเรา

เขานี่แหละครับ เจ้าของเรื่องราว เป็นคนเริ่มต้นอีกคนหนึ่งที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คนที่ทำให้ผมถามตัวเองเสมอว่าหากว่าจะมีสักสิ่งหนึ่งที่ดีๆเกิดขึ้นกับชีวิตผม สิ่งใดกันที่ผมอยากได้ ผมบอกตัวเองว่า อยากให้คนทุกคนที่ผมมองเห็นความทุกข์ยากและโศกเศร้าในแววตาจงเป็นสุข ทั้งฐานะความเป็นอยู่ และมีจิตใจที่เป็นสุขเช่นกัน นั่นหมายรวมถึงเด็กชายตัวเล็กคนนี้และครอบครัวของเขาด้วยครับ

เขาเป็นลูกชายของเพื่อนผมครับ หากจะพูดให้ดูเหมือนสนิทสนม แต่ระยะห่างระหว่างเราเต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อน หมู่บ้านที่เราอยู่เป็นหมู่บ้านชานเมืองเชียงราย ที่ปกติทุกอย่างไม่ต่างจากอีกหลายร้อยหลายพันหมู่บ้านชานเมือง ไม่ใช่หมู่บ้านไกลปืนเที่ยงอย่างที่ใครจินตนาการถึงความยากไร้และขาดแคลน หมู่บ้านของเรามีทุกอย่าง เช่นเดียวกับที่ในเมืองเจริญแล้ว หากแต่สิ่งเดียวที่ยังงดงามคือความสงบเงียบในแบบของมัน และทุกคนที่นี่ต่างยังมีชีวิตที่รักสงบ

ผมเติบโตที่นี่ เช่นเดียวกับแม่ของเด็กชายตัวเล็กคนนี้ หากแต่เธอเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว เธออายุมากกว่าผมประมาณ 2-3 ปี ข้อนี้ผมไม่แน่ใจนัก ด้วยเพราะส่วนใหญ่แล้วเรามักจะมีเพื่อนเล่นที่โรงเรียน แต่เธอไม่ได้เรียนหนังสือ เราจึงได้พบกันแค่บางครั้ง คนในหมู่บ้านบอกว่า เธอเป็นคนไม่ค่อยเต็ม บางคนเรียกเธอว่า ...ผีบ้า ตอนที่ยังเล็กบางครั้งที่ผมและเพื่อนๆไปปั่นจักรยานเล่น พวกเราจะพบเธอตามคูน้ำข้างถนน หรือท้องนา ที่เธอกำลังหาปู หาปลา ไปเป็นอาหารสำหรับครอบครัวของเธอ เมื่อก่อนผมกลัวเธอมาก เพราะเพื่อนๆมักจะเล่าให้ฟังว่าเธอชอบเข้ามาทะเลาะ และชกต่อยกับเพื่อนผมเป็นประจำ ผมเลยติดภาพนั้นและกลัวเธอมาก กลัวว่าเธอจะเข้ามาทำร้ายเราเวลาที่เราเดินผ่านเธอไป เพราะตอนนั้นเราตัวเล็กมาก และยังแหยอีกด้วย

จนมีครั้งหนึ่งผมเห็นกับตาว่าการที่เธอลุกขึ้นมาต่อสู้ เป็นเพราะเธอถูกกลั่นแกล้งและทำร้ายจากกลุ่มเด็กอื่นๆก่อนต่างหาก แม้แต่เพื่อนๆของผมก็เคยทำกับเธออย่างร้ายกาจ วันหนึ่งขณะที่เธอกลับจากหากบในนา เพื่อนผมคนหนึ่งก็ออกอุบายชวนเธอให้ปั่นจักรยานแข่งกัน ทั้งที่มันก็รู้ว่าเธอปั่นจักรยานไม่เป็น แต่ตอนนั้นผมไม่รู้เลยก็นึกสนุกเอาด้วย เสนอตัวเป็นคนที่จะปั่นแข่งกับเธอเพราะตอนนั้นผมเป็นคนที่ปั่นจักรยานได้เร็วกว่าใครเพื่อนเสมอ โดยเราพนันกันด้วยการเอากบที่เธอจับมาได้ และเงินที่พวกเรามีเป็นเงินพนัน เมื่อเริ่มต้นผมปั่นนำหน้าไปลิ่ว ขณะที่เธอเริ่มต้นปั่นได้ช้าและเป๋ไปมาและค่อยๆเร่งความเร็วขึ้น แต่แล้วด้วยเหตุผลใดไม่มีใครทราบจักรยานของเธอล้มลงอย่างแรง จนเมื่อผมหยุดรถและปั่นกลับมาหาเธอ ภาพที่ผมเห็นคือเลือดจากจมูกของเธอไหลอาบ และมีแผลถลอกเต็มตัว แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอบอกว่านายปั่นไป เดี๋ยวเราจะแข่งต่อ เราจะไม่แพ้ เพราะถ้าแพ้ พ่อเราตีเราแน่ พ่อบอกว่าให้เราเอากบกลับบ้านไปให้แม่ทำกับข้าว ถึงตอนนั้นผมได้แต่บอกเธอว่าไม่ต้องแข่งแล้ว และเธอกลับบ้านได้ พร้อมให้เงินเธอไปด้วย ท่ามกลางเสียงบ่นเสียดายของเพื่อนๆผม แต่ด้วยใบหน้าซีดเพราะพวกมันก็คงกลัวความผิดที่ทำให้เธอเลือดไหลมากอย่างนั้น

นับจากวันนั้นเธอก็มองผมว่าเป็นเพื่อนคนเดียวเสมอมา เวลาพบกันที่ไหน เธอก็จะเรียกชื่อผมและต่อท้ายด้วยคำว่า เพื่อน เสมอ และผมอาจจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอมีก็ได้ วิถีชีวิตของเราถ่างออกจากกันด้วยแรงดึงของโชคชะตาและวิถีชีวิตที่เราจำต้องเดินตาม นับจากเรียนจบชั้นประถมผมสอบติดโรงเรียนประจำจังหวัดในเมือง ผมมีเพื่อนมากเพิ่มขึ้น ใช้ชีวิตกับเพื่อนที่โรงเรียนมากขึ้น ขณะที่เธอก็ยังมีชีวิตยากเย็นตามแบบของเธอ ทุกครั้งที่กลับบ้านบางครั้งเราก็พบกัน บางครั้งก็ไม่ เธอยังคงแต่งตัวมอมแมม รับจ้างทำงานแล้วแต่ใครจะสั่งให้ทำอะไร แต่เมื่อแตกเนื้อสาวเธอเริ่มรู้จักเหล้า และเซ็กส์ สำหรับคนไม่ปกติ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แต่ด้วยการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน ผมและเธอจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวของกันและกันมากนัก

แล้วเรื่องราวที่สะเทือนใจเดินทางมาถึงผมราวต้นปีที่ผมจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย แม่บอกผมว่าเธอตั้งท้องกับผู้ชายแก่คนหนึ่งในหมู่บ้าน ชายแก่คนนี้คือเจ้าของร้านขนมแบบโบราณที่มองเห็นผมและเธอมาตั้งแต่เล็กๆ ผมไม่รู้ว่าคนบนฟ้าช่างเล่นตลกในเรื่องที่โง่เขลาเช่นนี้ได้ยังไง ถือเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับผม เพราะหลังจากรับรู้ข่าวนั้นสิ่งที่เลวร้ายยังตามมาไม่หยุด ชายแก่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในเวลาต่อมา พร้อมสร้างความทุกข์ระทมให้กับหญิงแก่ภรรยาของเขา ซึ่งก็ตรอมใจและเสียชีวิตไม่นานนักหลังจากที่ชายแก่คนนั้นเสียไป ลูกสาวที่คลอดมาลืมตาดูโลกด้วยความไม่พร้อม แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกรู้สากับเรื่องเล่าและเสียงนินทาที่คนในหมู่บ้านต่อว่าเธอ เป็นเพราะความพร่องของเธอ ผมมองในสองแง่คือหากเธอมีเท่ากับเรา คิดเท่าเราทุกอย่างเธอคงเจ็บปวดกับความเป็นจริงเหล่านี้ แต่เมื่อเธอพร่อง ผมคิดว่าเธออาจจะรู้สึกน้อย เจ็บปวดได้ไม่เท่ากับที่เราจะรู้สึกได้ ถือเป็นโชคดีหรือเคราะห์ร้ายกัน

เด็กหญิงเกิดมาพร้อมกับมรดก ว่ากันว่าชายแก่ยกที่ดินบ้านของเขาให้กับลูกของเธอ และบัดนี้เธอน่าจะอายุ ราว 7-8 ขวบแล้ว เด็กหญิงที่สวยงาม กับแม่ที่พร่อง แม่ของเธอที่ยังเมา และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานแบบไม่คำนึงถึงวันพรุ่ง และอีกครั้ง หลังเด็กหญิงเติบโตราว 3-4 ขวบ เธอตั้งท้องอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ไม่มีใครรับเป็นพ่อของเด็กชายคนที่ผมรัก พร้อมๆเรื่องราวนินทาที่อยู่คู่กับหมู่บ้านเล็กที่มีวิถีของมัน ยามเมื่อมีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น เสียงกระซิบกระซาบ เสียงหัวเราะคิกคัก เมื่อเธอเดินผ่านพร้อมกระเตงลูกชาย และจูงมือลูกสาวด้วยสภาพมึนเมา ปากร้องเพลงลูกทุ่งร่วมสมัย ... และแม้เวลาจะทำหน้าที่ของมันอย่างเข้มแข็ง ชีวิตของคนบางส่วนก็ยังยากลำบาก ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งใดไปเลยเธอยังต้องใช้ชีวิตเธอ เลี้ยงดูอีก 4 ชีวิต คือ คนที่ให้ชีวิตกับเธอ และอีก 2 คนเล็กๆที่เธอให้ชีวิตกับเขา ที่เติบโตขึ้นทุกวัน

ผมเรียนจบและกลับมาบ้านด้วยหัวใจที่แตกสลาย มีชีวิตที่แย่ไม่ต่างจากเธอนัก หากแต่ผมไม่พร่องในเรื่องของการรับรู้ความเจ็บปวดและความล้มเหลว ผมพบเธอและลูกชาย ลูกสาวของเธอ บ่อยครั้งขึ้น รับรู้เรื่องราวของเธอมากขึ้นว่าเธอตกลงปล่องชิ้นอยู่กับชายหนุ่มที่คงขาดเช่นเดียวกับเธอ เขาถึงไม่ชอบใจที่จะอยู่ร่วมกับเธอและครอบครัวของเธอ เธอตัดสินใจยุติปัญญาโดยการออกไปอยู่กับสามีในอีกหมู่บ้านที่ไม่ห่างไกลกันนัก และทิ้งลูกสองคนให้กับตาและยายเลี้ยง

ผมทำงานในเมือง ผมพบลูกของเธอ และพบเธอบ่อยครั้งกว่าเธอได้พบลูกของเธอ บางครั้งเธอจึงฝากเงินจำนวนหนึ่งมาให้กับลูกๆ ผมจดจำแต่ภาพที่เด็กๆมองเห็นเรา มันเหมือนว่าในแววตามันมีความหวังจากแม่ คนเพียงคนเดียวที่ทำให้พวกเขายิ้มได้ ครั้งหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ของสามีเธอเสีย พอดีผมไปพบระหว่างทางกลับบ้าน เธอจึงซ้อนท้ายรถผมกลับ เราคุยกัน เธอยอมรับว่ามีความเป็นอยู่เลวร้าย และถูกสามีทำร้ายร่างกายเสมอเวลาที่เมา แต่เธอเลือก เพราะเธอบอกผมว่าทุกอย่างเป็นไปเพราะความรัก แปลกใจที่ความรักยังทำงาน แม้กับคนที่พร่อง ความรักยังหาทางทำร้าย และสุดท้ายเธอก็ไม่อาจจะทนสามีเธอได้ และตัดสินใจออกเดินทางไกลครั้งแรก เธอตัดสินใจจะไปทำงานทางใต้ และด้วยสภาพร่างกายและสติปัญญาที่มี ผมคงไม่ต้องบอกว่าเธอไปทำงานอะไร สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นได้เสมอกับคนที่ไม่มีแรงต่อสู้กับมัน หรือแม้จะสู้ก็ไม่อาจพลิกชีวิตให้ดีขึ้นได้ แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใด เรื่องราวที่แสนเลวร้ายถึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็กสองคนที่มีดวงตางดงามนั้นเขาทำผิดที่ตรงไหนกัน ทำไมถึงพบกับความยากลำบาก การพลัดพรากและความทุกข์ได้ไม่สิ้นสุด

ผมมักแวะไปที่บ้านของพวกเขา เอาข้าว ขนมและเงินไปให้ เด็กชายซึ่งตอนนี้เข้าเรียนชั้นเด็กเล็กที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน จึงค่อนข้างสนิทกับผม ด้วยความสนิทสนมบางครั้งเขาก็เล่าถึงสิ่งที่เขากลัว และสิ่งที่เขาอยากได้ เขากลัวว่าแม่จะไม่กลับมา และเอาแต่ถามผมเสมอว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับมาอยู่กับเขา พอผมบอกว่าหนูก็มียาย มีตา มีพี่สาวนี่นา เดี๋ยวแม่ก็มาคงจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้หนูด้วย ตอนนี้แม่ไปทำงานหาเงินมาให้กับหนู เขาบอกกับผมว่านอกจากกลัวแม่จะไม่กลับมาแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่เขากังวลคือ เขากลัวว่ายายจะป่วยและตายไป เขาไม่อยากให้ยายเขาต้องตายไป ผมเห็นด้วยกับเขา การสูญเสียคนที่รักไปเป็นความเจ็บปวด แต่การมองเห็นคนที่รักเจ็บป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายนั้นคงเป็นเรื่องที่แสนทรมานกว่า ยายของเขาป่วยด้วยโรคลมชัก โรคที่ส่งผลทำให้แม่ของเขาเป็นคนพร่องนั่นแหละครับ ผมเคยได้ยินคนข้างบ้านเล่าว่า ตอนที่เด็กชายยังเล็ก ยายอุ้มเขากลับมาจากที่ไหนสักแห่ง แล้วอยู่ๆอาการของโรคเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ทั้งยายและหลานตกลงไปในคูข้างถนน เด็กชายร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ และยายก็เจ็บปวดจากอาการของโรค ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ เพราะมันเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ยายของเด็กชายจะชักกระตุกขึ้นมา แล้วเมื่อหมดอาการของโรคร้าย ยายก็จะลุกเดินกลับบ้าน เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนอยู่กับความผิดปกติและความเจ็บป่วยได้อย่างปกติ นี่คือสิ่งที่ปวดร้าวสำหรับเด็กชายในวันนี้

ถึงวันนี้แม่ของเด็กชายก็ยังไม่กลับมาครับ ผมยังเก็บงำเรื่องราวเลวร้ายและความจริงบางเรื่องไม่ได้เล่าทั้งหมด ผมคิดว่าการเล่าเรื่องที่แย่ซ้ำซากนั้นคงไม่มีใครอยากได้ยินได้ฟัง เพราะการใช้ชีวิตของทุกคน ทุกวันนี้ยากลำบากเพียงพอแล้ว แต่ที่อยากจะขอก็คือ เรามาช่วยกันไหมครับ มาเปลี่ยนแปลงบางอย่างด้วยความรักและความอบอุ่นที่มี ยื่นมือของคุณมาช่วยเหลือสักครั้ง พวกเขารออยู่ คุณอยากจะช่วยด้วยสิ่งใดก็ตามแล้วแต่ความรักและพึงพอใจในการให้ความช่วยเหลือ ผมว่าพวกเขาจะรับมือความช่วยเหลือและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ เพราะชีวิตคนคือการใช้ชีวิตให้อยู่ต่อได้ในสภาพของความเปลี่ยนแปลงครับ ชีวิตของเด็กชาย พี่สาวและตายายจะเป็นไปในทิศทางใดก็หวังว่าเราจะได้มีส่วนช่วยเหลือ ค้ำชูในการดำเนินชีวิตเป็นไปในทิศทางทีดีขึ้น พวกเขาจะมีเกียรติในการดำรงชีวิตตามแบบของเขา

ผมทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มที่เสมอนับแต่ได้รู้จักพวกเขา และยังไม่คิดจะหยุดการกระทำใดๆที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้ หากแต่วันนี้ผมถือว่าผมได้หยุดถามตัวเองแล้วว่าได้ทำในสิ่งที่อยากทำหรือยัง เพราะอย่างน้อยที่สุดผมได้บอกเล่าความมีตัวตนของพวกเขาสู่โลกของพวกคุณแล้ว โปรดรับพวกเขาเข้าสู่ใจของพวกคุณด้วยครับ

เบน

12.33 น.

18/4/49

-ที่อยู่-

นายศรี ปทุมวัน

3 หมู่ 13 บ้านสันป่าเหียง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย 57000

Comment

Comment:

Tweet


ขอทำลิ้งค์ไว้นะคะ
ไว้จะเข้ามาเรื่อย ๆ
ช่วยได้ก็เต็มใจช่วยค่ะ
#9 by ระหว่างทาง At 2006-06-01 23:37,
เรื่องที่คุณทำต้องมีคนสานต่อแน่นอนครับ อย่างน้อยอาจจะเป็นคนๆนี้
--
ถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีนะครับ เรียบเรียงเรื่องดี
---
ช่วงนี้คุณอยู่ไหนแล้วน่ะไม่ค่อยได้เจอในบล็อกเลย
--
ไม่ทราบว่ามีหมายเลขบัญชีธนาคารบ้างหรือเปล่าครับ ต้องการโอนเงินให้น่ะครับ ช่วยเติมลงให้หน่อยหรืออีเมล์มาหาผมหน่อยก็ได้หรือจะฝากไว้ที่บล็อกผมก็ได้นะครับ ผมจะสานต่อให้และคิดว่ามีอีกหลายคนต้องการ
#8 by นายฉิม At 2006-05-19 08:58,
น่าเจ็บปวดว่าผู้คนในชุมชน(ย้ำว่าชุมชน..ที่กลายความหมายเรื่องการช่วยเหลือดูแลกันไปแล้ว)

มองดูความผิดปกติ อย่างนี้
บางทีคนที่ผิดปกติ อาจจะเป็นคนรอบๆตัวเขามากกว่านะ
#7 by เขียนเอง At 2006-05-18 22:35,
เพราะเวลายังคงหน้าที่ของมันอย่างเข้มแข็ง

คนเราก็อาจมีชีวิตที่เข้มแข็ง ขึ้นได้ตามวิถีแห่งกาลเวลานั้น

พี่เคยคิดเวลาเสียใจมากมากว่า
ถ้าตายไปได้ก็คงดี มันง่ายดี
แต่พี่ไม่กล้าคิดว่า ถ้าพี่เสียใจจนเสียสติไปด้วยนั้น มันจะแย่กว่าความตายหรือเปล่านะ

ถ้าเขาไม่อาจรับรู้โลกรอบกายนั้นจริงๆ ก็คงดี

แต่ใครจะรู้สิ่งที่อยู่ในจิตสำนึกอันซ่อนเร้น บางทีเขาอาจจะระทมทุกข์ได้ไม่ต่างจากเรา

แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดกว่า ก็คือ ทุกคนอยู่กับความผิดปกติและความเจ็บป่วยได้อย่างปกติ

โดยไม่มีใครช่วยเหลือ -- มันเป็นไปได้อย่างไร

#6 by เหมียวเหมียว At 2006-04-28 23:50,
ชอบ blog นี้จัง

ขออนุญาต add นะครับ
#5 by Achille At 2006-04-27 11:40,
ทำเอาน้ำตาริน

เขียนได้เศร้า

#4 by Mrs. Holmes At 2006-04-27 10:29,
รักเธอ เพราะเธอรู้จักรัก
#3 by (58.8.170.219) At 2006-04-27 01:29,
สะท้อนใจตัวเอง--ทุกข์ที่เราผจญนั้นเพียงนิดเดียว

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวและเด็กน้อยทั้งสอง

โน คอมเม้นนะคะ .... อึ้งไป

ป.ล. ที่อยู่นี่ชื่อของคุณตาเหรอคะ
#2 by ตุ่น (203.154.208.2) At 2006-04-26 17:45,
เราน่าจะเป็น คนๆนึงที่เข้าใจความรู้สึกของเด็กเหล่านี้ได้ดี
แต่ถ้าจะมองในอีกแง่นึง นะ
ในความเลวร้ายเหล่านี้
มันสอนให้เราเข้มแข็ง และไม่มีน้ำตา
เพราะมัน คือเครื่องหมายของความอ่อนแอ
ขอเอาใจช่วย เด็กๆให้ สู้และเข้มแข็ง
นะจ๊ะ หวังว่า จะมีผู้ใจบุญ ช่วยเหลือ เยอะๆนะคะ
แต่ อย่าลืม ช่วย น้องๆเค้า พัฒนา ทางด้านจิตใจด้วย นะคะ
#1 by รัติกานต์ At 2006-04-26 09:20,

เบน
View full profile